เมื่อหลายเดือนก่อนได้หนังสือชื่อ Lisa Larson – Swedish Ceramic Artist มาจากร้านหนังสือญี่ปุ่นใจกลางกรุงเทพ แม้ว่าจะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ได้สักตัว แต่เมื่อพลิกดูรูปและรายละเอียดอื่นๆ ก็ตัดสินใจซื้อในทันที ไม่ใช่เพราะเป็นแฟนตัวกลั่นของนักออกแบบผู้นี้แต่อย่างใด จริงๆแทบจะไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ แต่เพราะเมื่อดูภาพสวยๆและรูปตัวงานแล้ว รู้สึกว่าน่าสนใจ มีความเป็นไปได้ที่เราจะชอบ
เวลาผ่านไปก็เข้าอีหรอบเดิมกับหนังสืออื่นๆ คือไม่เคยได้มีโอกาสเอาออกมาอ่าน ชั้นหนังสือทุกวันนี้กลายเป็นชั้นโชว์ความภูมิใจในการครอบครอง เหมือนไม่ใช่ที่เก็บสะสมความรู้หรือข้อมูลแต่อย่างใด

จนเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ที่ได้มีโอกาสไปเที่ยว Gustavsberg ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านค้าขายเซรามิคและโรงงานผลิตเซรามิค Gustavsberg ซึ่งมีชื่อเสียงและผลิตนักออกแบบเซรามิคดังๆของสวีเดน มาได้เกือบสองร้อยปีแล้ว แถมยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะเล็กๆและ Porcelain Museum ให้เยี่ยมชมอีกด้วย
จากที่ตั้งใจว่าจะมาซื้อเซรามิคอย่างเดียว อย่ากระนั้นเลย ลองแวะเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ก่อนดีกว่า ซึ่งก็มีทั้งนิทรรศการถาวร(ที่จัดได้น่าเบื่อ) และนิทรรศการชั่วคราว ซึ่งบังเอิญเป็นเรื่องราวของ Lisa Larson พอดี
ที่จริงมันก็เป็นนิทรรศการเล็กๆ ดูแป๊ปเดียวก็จบ แต่มีหลายงานที่ไม่เคยเห็นในหนังสือหรือที่ขายกัน งานของเธอบางอันก็”น่ารัก” บางอันก็แปลกๆ(ดี) เอาเป็นว่าประทับใจ ก็เลยทำให้กลับมาอ่านหนังสือของเธออีกรอบ


ในหนังสือเธอเล่าให้ฟังว่า ทุกอย่างในชีวิตของเธอนั้นเป็นไปตามธรรมชาติไม่ได้มีการไขว่ขว้าหรือดิ้นรนอะไรมากเลย เหมือนมีคนมาขีดไว้ให้แล้ว เธอเพียงแต่รู้มาตั้งเล็กๆว่าเธอสามารถทำงานที่เกี่ยวกับมือได้ดี เช่น งานทำตุ๊กตาไม้ หรือทำผม โตขึ้นก็เลยลองตัดสินใจสมัครเข้าเรียนโรงเรียนสอนการออกแบบในเมือง Gothenburg (เมื่อก่อนชื่อว่า Slöjdförening แล้วเปลี่ยนมาเป็น Högskolan för Design och Konsthantverk รู้จักกันดีในชื่อย่อ HDK) ซึ่งจริงๆแล้วหวังว่าจะได้เป็นนักวาดภาพประกอบแฟชั่น ซึ่งในสมัยนั้น(1948) เธอบอกว่ามันเท่สุดๆเลย ถ้าผู้หญิงคนไหนได้ทำอาชีพนี้ แต่พออาจารย์เห็นพอร์ตโฟลิโอ ดันเลือกให้เธอเข้าเรียนในสาขาเซรามิคแทน ซึ่งพอได้สัมผัสและได้กลิ่นของดินเหนียวที่ใช้ปั้น เธอก็รู้ตัวทันทีว่าอยากเป็นนักออกแบบเซรามิค
จากนั้นเธอก็ได้รับโอกาสมาเรื่อยๆ อาจารย์เอางานของเธอไปประกวด จนเข้าตาของ Stig Lindberg (ซึ่งเป็นนักออกแบบชื่อดังและเป็นอาร์ตไดเรคเตอร์ของ Gustavsberg ในตอนนั้น) Lindberg เลยชวนเธอมาทำงาน ก็เลยย้ายมาทำงานที่ Gustavsberg และใช้ชีวิตในเมืองหลวงกับสามี (Gunnar Larson เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง ซึ่งแต่งงานกันมาตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียน และเป็นรักแรกพบของเธอด้วย)
งานที่ Gustavsberg ไปได้ดี จนเธอคลอดลูกคนแรก และต้องการที่จะพักเพื่อสร้างบ้านและใช้เวลากับครอบครัว จึงยื่นจดหมายลาออก Hjalmar Olson ซึ่งเป็นประธานของ Gustavsberg ในขณะนั้น บอกเธอว่าไม่อยากให้ออก และบริษัทยินดีที่จะสร้างบ้านและสตูดิโอส่วนตัวเพื่อที่จะทำงานในบ้านได้ โดยเธอสามารถเลือกที่ดินตรงไหนก็ได้ที่ในอาณาเขตของ Gustavsberg (ซึ่งใหญ่มาก เป็นเกาะล้อมรอบด้วยน้ำ รื่นรมย์ทีเดียว) เธอก็เลยตอบตกลง และทำงานให้ Gustavsberg มาเป็นเวลา 26 ปี ซึ่งต้องบอกว่าเป็นยุคทองของ Gustavsberg อีกช่วงเลยทีเดียว


ส่วนตัว ประทับใจตอนที่เธอเล่าว่า ช่วงทำงานให้ Gustavsberg ใหม่ๆ Stig Lindberg ให้อิสระในการทำงานแก่เธอมาก เธอจะทำอะไรก็ได้ตามใจ ไม่ต้องคิดว่าจะขายได้หรือไม่ มีปัญหาในการผลิตไหม (เพราะว่ามีช่างผู้เชี่ยวชาญคอยประกบแก้ปัญหาให้ตลอดอยู่แล้ว) ทำให้เธอมีแรงสร้างสรรค์แบบไม่จำกัด
งานของ Lisa Larson ที่มีชื่อเสียงและขายดี เป็นงานปั้นแบบประดับ บางชิ้นก็เป็นงานศิลปะ ส่วนงานปั้นพวกกาน้ำชาและเครื่องถ้วยชามอื่นๆที่เธอทำ กลับขายไม่ได้เลย ซึ่งในยุคห้าศูนย์ ช่วงที่แสกนดิเนเวียนดีไซน์เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง มีค่านิยมว่างานออกแบบที่ดีควรจะใช้งานได้จริง ทำให้เธอรู้สึกเครียดและผิดหวัง
แต่ด้วยแรงสนับสนุนของแฟนๆที่อุดหนุนสินค้าบวกกับความรู้สึกรับผิดชอบในการทำงานกับช่างเทคนิคที่ช่วยเหลือกันมาโดยตลอด (เธอไม่ได้ใช้่ดินขาวแบบทั่วไป แต่ให้ช่างช่วยผสมดินและทำเทคนิคการเคลือบแบบพิเศษให้ เพื่อจุดประสงค์ที่อยากให้คนอยากหยิบจับงานและเกิดประสบการณ์ในการสัมผัสแบบพิเศษ คล้ายๆกับสัมผัสของหินที่ชายทะเล) เลยทำให้ตัดสินใจผลิตงานที่เธอเชื่อและทำได้ดีต่อไป
แรงบันดาลใจของ Lisa Larson มาจากหลายๆที่ ไม่ว่าจะเป็น ลูกๆของเธอ ความทรงจำในวัยเด็ก ธรรมชาติ งานออกแบบของรุ่นพี่ที่ Gustavsberg แล้วก็เซรามิคของญี่ปุ่นที่เธอเคยเห็นที่บูธของประเทศญี่ปุ่นในนิทรรศการ H55 ในเมือง Helsingsborg (เป็นนิทรรศการในตำนาน จุดกำเนิด Scandinavian Design) เธอเล่าอีกว่า Shoji Hamada นักออกแบบชื่อดังชาวญีุ่ปุ่น เคยเชิญเธอไปบ้าน โชว์เซรามิคญี่ปุ่นและเล่าถึงปรัชญาในการทำของญี่ปุ่นให้เธอฟัง ยิ่งทำให้เธอประทับใจและเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลในการออกแบบของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ไม่ทราบว่าเป็นเพราะแรงบันดาลใจอันนี้ในงานของเธอหรือเปล่า ทำให้มีคนชื่นชมงานของ Lisa Larson ในญี่ปุ่นมากมาย ขนาดต้องจัดนิทรรศการแสดงผลงานส่วนตัวที่โตเกียว ในปี 1981 กันเลยทีเดียว Larson บอกว่าเธอตกใจในการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่เหมือนเธอเป็นดารามีชื่อเสียง แม้ว่าจะดีใจและรู้สึกอบอุ่นกับการต้อนรับแค่ไหน แต่ความผูกพันและไม่อยากอยู่ห่างจากครอบครัว (ที่เธอมักจะย้ำในหนังสือเสมอๆ ว่าต้องมาเป็นอันดับแรก) บวกกับความไม่ใส่ใจในชื่อเสียงและเงินทอง ทำให้เธอตัดสินใจหยุดโอกาสที่มีให้เธอไขว่คว้ามากมายไว้แค่นั้น


ปัจจุบันงานของ Lisa Larson ถูกนำมาผลิตใหม่โดย Keramikstudion ซึ่งเป็นสตูดิโอลูกของ Gustavsberg ที่เปิดมาเพื่อผลิตงานออกแบบเก่าๆของบริษัท และแน่นอนว่างานของ Larson ที่ผลิตออกมาปีละห้าหมื่นชิ้น จะมีตลาดใหญ่เป็นชาวอาทิตย์อุทัย
หนังสือจบด้วยลายมือที่เขียนในภาษาแม่ของ Larson ว่า “ ฉันมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้น ผ่านประสบการณ์ในยุคห้าศูนย์ ที่เราเชื่อในโลกที่ดีขึ้น โลกที่จะไม่เกิดสงครามอีกแล้ว ความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน ความเท่าเทียมกันทั้งทางเพศและทางชนชั้น แต่ตอนนี้เรากลับถูกป้อนข่าวเรื่องสงครามและความขัดแย้ง โดยสื่ออยู่ตลอดเวลา มลพิษ ความรุนแรง ความกระหายในเงินทอง ระบาดหนักยิ่งกว่าเดิม สามีเคยพูดถึงฉันว่า “ คนมองโลกในแง่ร้ายแบบมีความสุข เจ็บปวดด้วยโรคของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น”
จบแบบนี้ ทำให้ต้องกลับไปมองที่ส่วนตัวว่าเป็นงานน่ารักขี้เล่น และมีความเป็นผู้หญิงสูงของเธอใหม่ แต่ที่แน่ๆ ความรักในครอบครัวที่สัมผัสได้จากหนังสือ ความไม่ทะเยอะทะยานและปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ชีวิตจะพาไป เป็นสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าผู้หญิงวัย 79 คนนี้ เป็นผู้่หญิงที่มีชีวิตที่น่าอิจฉามากที่สุดคนนึงในโลกเลยทีเดียว

^ อันนี้ซื้อกลับมาฝากแม่