the weather

Amidst Summer, we have Winter weather here.

Everybody talks about the end of the world and all disaster.
Me just not so care about it, so busy being self-obsessed.
I just love the cool breeze.

Really I would not mind to die in this kind of weather.
It’s sweet, it’s tempting and oh those eyes… ..

Damn! I die a bit now.

(I swear I am talking about the weather)

Trish Keenan

I am too slow for learning the sad news that Trish Keenan just passed away. She is the lead singer of the electronic-pop band, Broadcast.

I cannot say I am an enthusiastic fan to the band. I heard their music 5-6 years back but was not so hooked. (though I should have been)

But just last year I happened to listen to Haha Sound ( 2003) by chance and totally in love with.Everytime I listened to them I always wondered, how come I missed this very great album. It’s actually yesterday I talked to someone that I don’t know why their music moves me tremendously. And if I dare to confess that their sound often get me tears.

I have always felt that somewhere in the most vulnerable part of my heart, there is no way that anybody in this world can speak to. But with good music, the music like Trish Keenan creates, that deepest soul is touched and embraced. It’s beautiful and am so blessed.

Rest in peace, Trish Keenan.

6.16

It’s almost 6 am. and I haven’t slept yet.
Work and some thoughts.

Things have been good recently, I am easily smitten with everything.

… and still easily mad at the same old meaningless thing.

I have never changed.

Not even a bit.


Rejoicing in the Hands

I love listening to this song for welcoming a day. It gives me a positive vibe …mellow yet refreshing.
Really can’t get enough of it.


Lyrics:

In the dark we are without her empress light
In the dark we are without a light
Half asleep we’re calmly waiting through her night
Half asleep we wait ’til she arrives
Clouds of birds are governing her dark blue sky
Clouds of birds are governing her sky
A rush of wind is gently playing with their wings
And yellow stones are standing on her eyes
All rejoice we are in her hands
When in here hands all rejoice
Owl eyes her sun will rise and light the land

Urbanears - my new toy

เมื่อเดือนก่อน ตอนเดินเล่นอยู่ย่าน sofo ในสตอคโฮล์ม ตาไปสะดุดที่หูฟังที่มีดีไซน์เย้ายวนสตางค์ในกระเป๋าเราเป็นยิ่งนัก มีให้เลือกกันอยู่หลายร้านทีเดียว แต่ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายในการเที่ยวเล่นจนถึงวันกลับจะมากขนาดไหน เลยอดใจไม่ซื้อ เพราะว่าราคาก็กินข้าวได้หลายมื้ออยู่ พร้อมคิดว่าเอาเถอะ ถ้ามีโอกาสคงจะได้เป็นเจ้าของเอง

พอกลับมาเมืองไทย ปรากฏว่าใจมันลืมไม่ลง ยังคิดถึงหูฟังคู่นั้นอยู่ แต่ดันจำไม่ได้ชื่อยี่ห้อไม่ได้ เลยลองเสิร์ชหาในอินเตอร์เนตดู โดยมีคีย์เวิร์ดที่มาจากการเดาล้วนๆว่า Scandinavian + Headset โอว โป๊ะเช๊ะ เจอจริงๆด้วย หูฟังที่อยากได้คือ Urbanears

Urbanears เป็นแบรนด์จากสตอคโฮล์ม สวีเดน ซึ่งผลิตสินค้าเป็นหูฟังโดยเฉพาะ โดยตอนนี้มีด้วยกันทั้งหมดสามรุ่น คือ Plattan, Tanto, Medis ซึ่งชื่อรุ่นมาจากสถานที่ต่างๆในสตอคโฮล์มทั้งนั้น โดยมีสีให้เลือกมากมายถึง 14 สี (ยกเว้น medis ที่มี 12 สี) โดยจะมีบางสีที่ผลิตอย่างต่อเนื่อง และบางสีที่ออกมาเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว หูฟังของ Urbanears ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป iPhone, Ipod, เครื่องเล่นเอ็มพีสามต่างๆ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องสเตอริโอทั้งหลายแหล่ พร้อมทั้งไมค์ในตัว ซึ่งทำให้สามารถรับสายสนทนาได้ระหว่างฟังอยู่ด้วย แถมด้วยฟังค์ชั่น Zound Plug ที่สามารถนำหูฟังอีกอัน มาต่อฟังด้วยกันได้

เสียงเท่าที่ฟัง ต้องบอกว่าในฐานะคนที่ไม่ได้มีความสามารถในการแยกเสียงอะไรมากมาย ก็ถือว่าสอบผ่าน อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ส่วนตัวซื้อรุ่น Plattan มา เนื่องจากชอบหูฟังแน่นๆใหญ่ๆ เล็กๆแล้วชอบทำหลุดหรือหักทุกที เมื่อใช้ครั้งแรกๆ รู้สึกว่าหูฟังบีบศรีษะมากไปหน่อย ฟังไปสักชั่วโมงจะเริ่มเจ็บ แต่พอใช้มาได้สักอาทิตย์ ตอนนี้ไม่เจ็บแล้ว ไม่แน่ใจว่า เพราะศรีษะเล็กลงหรือว่าหูฟังขยายออก (ขอให้เป็นอย่างหลังเถิด ไม่งั้นหูฟังอันนี้จะน่ากลัวมาก กินหัวคนได้ด้วย)

Urbanears ไม่ได้วางขายเฉพาะที่แสกนดิเนเวียเท่านั้น แต่ว่ามีร้านตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลกแล้ว ซึ่งถือว่าโตเร็วมาก กับโปรดักที่เริ่มมาได้ไม่กี่ปี แต่ว่าไปก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะว่าหูฟังเป็นสินค้าที่อยู่ในชีวิตประจำวันแต่ไม่ค่อยเห็นใครจะสนใจทำดีไซน์ให้มันโดนๆมากนัก form ที่ follow ทั้ง emotion ทั้ง function แบบนี้ ใครคิดได้ก็น่าจะไปโลดอยู่ ว่าไหม :)

PB043921PB043930
^ แพคเกจ กับคู่มือข้างในกล่อง

PB043925PB043913
^ แจ็คเสริม ที่ใช้ต่อกับเครื่องสเตอริโอและโทรศัพท์โนเกีย

PB043911P9242805
^ (ซ้าย) หูฟังงอพับเข้าได้ ประหยัดพื้นที่ (ขวา) Medis คือชื่อหูฟังอีกรุ่น ซึ่งเป็นอาคารที่นิยมจัดคอนเสิร์ตนอกกระแส ในรูปคือวง Blonde Redhead ที่ไปดูมาล่าสุด

P9242869
^ ส่วน Plattan คือ ลานกิจกรรมใจกลางเมืองสตอคโฮล์ม ที่เห็นบ่อยๆเป็นกิจกรรมทางการเมือง ประท้วง และการเรียกร้องต่างๆ

ส่วน Tanto ไม่มีรูป แต่มันคือสวนสาธารณะใน Hornstull ย่าน Södermalm ในสตอคโฮล์ม ที่วัยรุ่นนิยมมานั่งดื่มเล่น (ซึ่งจริงๆการดื่มแอลกอฮอลล์ในที่สวนสาธารณะเป็นเรื่องผิดกฏหมายในสวีเดน) รวมถึงเป็นที่รวมตัวเวลามีคาร์นิวัลเกย์อีกด้วย

Lisa Larson

เมื่อหลายเดือนก่อนได้หนังสือชื่อ Lisa Larson – Swedish Ceramic Artist มาจากร้านหนังสือญี่ปุ่นใจกลางกรุงเทพ แม้ว่าจะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ได้สักตัว แต่เมื่อพลิกดูรูปและรายละเอียดอื่นๆ ก็ตัดสินใจซื้อในทันที ไม่ใช่เพราะเป็นแฟนตัวกลั่นของนักออกแบบผู้นี้แต่อย่างใด จริงๆแทบจะไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ แต่เพราะเมื่อดูภาพสวยๆและรูปตัวงานแล้ว รู้สึกว่าน่าสนใจ มีความเป็นไปได้ที่เราจะชอบ

เวลาผ่านไปก็เข้าอีหรอบเดิมกับหนังสืออื่นๆ คือไม่เคยได้มีโอกาสเอาออกมาอ่าน ชั้นหนังสือทุกวันนี้กลายเป็นชั้นโชว์ความภูมิใจในการครอบครอง เหมือนไม่ใช่ที่เก็บสะสมความรู้หรือข้อมูลแต่อย่างใด

PA193763

จนเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ที่ได้มีโอกาสไปเที่ยว Gustavsberg ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านค้าขายเซรามิคและโรงงานผลิตเซรามิค Gustavsberg ซึ่งมีชื่อเสียงและผลิตนักออกแบบเซรามิคดังๆของสวีเดน มาได้เกือบสองร้อยปีแล้ว แถมยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะเล็กๆและ Porcelain Museum ให้เยี่ยมชมอีกด้วย

จากที่ตั้งใจว่าจะมาซื้อเซรามิคอย่างเดียว อย่ากระนั้นเลย ลองแวะเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ก่อนดีกว่า ซึ่งก็มีทั้งนิทรรศการถาวร(ที่จัดได้น่าเบื่อ) และนิทรรศการชั่วคราว ซึ่งบังเอิญเป็นเรื่องราวของ Lisa Larson พอดี

ที่จริงมันก็เป็นนิทรรศการเล็กๆ ดูแป๊ปเดียวก็จบ แต่มีหลายงานที่ไม่เคยเห็นในหนังสือหรือที่ขายกัน งานของเธอบางอันก็”น่ารัก” บางอันก็แปลกๆ(ดี) เอาเป็นว่าประทับใจ ก็เลยทำให้กลับมาอ่านหนังสือของเธออีกรอบ

PA023505PA023501

ในหนังสือเธอเล่าให้ฟังว่า ทุกอย่างในชีวิตของเธอนั้นเป็นไปตามธรรมชาติไม่ได้มีการไขว่ขว้าหรือดิ้นรนอะไรมากเลย เหมือนมีคนมาขีดไว้ให้แล้ว เธอเพียงแต่รู้มาตั้งเล็กๆว่าเธอสามารถทำงานที่เกี่ยวกับมือได้ดี เช่น งานทำตุ๊กตาไม้ หรือทำผม โตขึ้นก็เลยลองตัดสินใจสมัครเข้าเรียนโรงเรียนสอนการออกแบบในเมือง Gothenburg (เมื่อก่อนชื่อว่า Slöjdförening แล้วเปลี่ยนมาเป็น Högskolan för Design och Konsthantverk รู้จักกันดีในชื่อย่อ HDK) ซึ่งจริงๆแล้วหวังว่าจะได้เป็นนักวาดภาพประกอบแฟชั่น ซึ่งในสมัยนั้น(1948) เธอบอกว่ามันเท่สุดๆเลย ถ้าผู้หญิงคนไหนได้ทำอาชีพนี้ แต่พออาจารย์เห็นพอร์ตโฟลิโอ ดันเลือกให้เธอเข้าเรียนในสาขาเซรามิคแทน ซึ่งพอได้สัมผัสและได้กลิ่นของดินเหนียวที่ใช้ปั้น เธอก็รู้ตัวทันทีว่าอยากเป็นนักออกแบบเซรามิค

จากนั้นเธอก็ได้รับโอกาสมาเรื่อยๆ อาจารย์เอางานของเธอไปประกวด จนเข้าตาของ Stig Lindberg (ซึ่งเป็นนักออกแบบชื่อดังและเป็นอาร์ตไดเรคเตอร์ของ Gustavsberg ในตอนนั้น) Lindberg เลยชวนเธอมาทำงาน ก็เลยย้ายมาทำงานที่ Gustavsberg และใช้ชีวิตในเมืองหลวงกับสามี (Gunnar Larson เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง ซึ่งแต่งงานกันมาตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียน และเป็นรักแรกพบของเธอด้วย)

งานที่ Gustavsberg ไปได้ดี จนเธอคลอดลูกคนแรก และต้องการที่จะพักเพื่อสร้างบ้านและใช้เวลากับครอบครัว จึงยื่นจดหมายลาออก Hjalmar Olson ซึ่งเป็นประธานของ Gustavsberg ในขณะนั้น บอกเธอว่าไม่อยากให้ออก และบริษัทยินดีที่จะสร้างบ้านและสตูดิโอส่วนตัวเพื่อที่จะทำงานในบ้านได้ โดยเธอสามารถเลือกที่ดินตรงไหนก็ได้ที่ในอาณาเขตของ Gustavsberg (ซึ่งใหญ่มาก เป็นเกาะล้อมรอบด้วยน้ำ รื่นรมย์ทีเดียว) เธอก็เลยตอบตกลง และทำงานให้ Gustavsberg มาเป็นเวลา 26 ปี ซึ่งต้องบอกว่าเป็นยุคทองของ Gustavsberg อีกช่วงเลยทีเดียว

PA193764PA193766

ส่วนตัว ประทับใจตอนที่เธอเล่าว่า ช่วงทำงานให้ Gustavsberg ใหม่ๆ Stig Lindberg ให้อิสระในการทำงานแก่เธอมาก เธอจะทำอะไรก็ได้ตามใจ ไม่ต้องคิดว่าจะขายได้หรือไม่ มีปัญหาในการผลิตไหม (เพราะว่ามีช่างผู้เชี่ยวชาญคอยประกบแก้ปัญหาให้ตลอดอยู่แล้ว) ทำให้เธอมีแรงสร้างสรรค์แบบไม่จำกัด

งานของ Lisa Larson ที่มีชื่อเสียงและขายดี เป็นงานปั้นแบบประดับ บางชิ้นก็เป็นงานศิลปะ ส่วนงานปั้นพวกกาน้ำชาและเครื่องถ้วยชามอื่นๆที่เธอทำ กลับขายไม่ได้เลย ซึ่งในยุคห้าศูนย์ ช่วงที่แสกนดิเนเวียนดีไซน์เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง มีค่านิยมว่างานออกแบบที่ดีควรจะใช้งานได้จริง ทำให้เธอรู้สึกเครียดและผิดหวัง
แต่ด้วยแรงสนับสนุนของแฟนๆที่อุดหนุนสินค้าบวกกับความรู้สึกรับผิดชอบในการทำงานกับช่างเทคนิคที่ช่วยเหลือกันมาโดยตลอด (เธอไม่ได้ใช้่ดินขาวแบบทั่วไป แต่ให้ช่างช่วยผสมดินและทำเทคนิคการเคลือบแบบพิเศษให้ เพื่อจุดประสงค์ที่อยากให้คนอยากหยิบจับงานและเกิดประสบการณ์ในการสัมผัสแบบพิเศษ คล้ายๆกับสัมผัสของหินที่ชายทะเล) เลยทำให้ตัดสินใจผลิตงานที่เธอเชื่อและทำได้ดีต่อไป

แรงบันดาลใจของ Lisa Larson มาจากหลายๆที่ ไม่ว่าจะเป็น ลูกๆของเธอ ความทรงจำในวัยเด็ก ธรรมชาติ งานออกแบบของรุ่นพี่ที่ Gustavsberg แล้วก็เซรามิคของญี่ปุ่นที่เธอเคยเห็นที่บูธของประเทศญี่ปุ่นในนิทรรศการ H55 ในเมือง Helsingsborg (เป็นนิทรรศการในตำนาน จุดกำเนิด Scandinavian Design) เธอเล่าอีกว่า Shoji Hamada นักออกแบบชื่อดังชาวญีุ่ปุ่น เคยเชิญเธอไปบ้าน โชว์เซรามิคญี่ปุ่นและเล่าถึงปรัชญาในการทำของญี่ปุ่นให้เธอฟัง ยิ่งทำให้เธอประทับใจและเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลในการออกแบบของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

PA193767PA193770

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะแรงบันดาลใจอันนี้ในงานของเธอหรือเปล่า ทำให้มีคนชื่นชมงานของ Lisa Larson ในญี่ปุ่นมากมาย ขนาดต้องจัดนิทรรศการแสดงผลงานส่วนตัวที่โตเกียว ในปี 1981 กันเลยทีเดียว Larson บอกว่าเธอตกใจในการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่เหมือนเธอเป็นดารามีชื่อเสียง แม้ว่าจะดีใจและรู้สึกอบอุ่นกับการต้อนรับแค่ไหน แต่ความผูกพันและไม่อยากอยู่ห่างจากครอบครัว (ที่เธอมักจะย้ำในหนังสือเสมอๆ ว่าต้องมาเป็นอันดับแรก) บวกกับความไม่ใส่ใจในชื่อเสียงและเงินทอง ทำให้เธอตัดสินใจหยุดโอกาสที่มีให้เธอไขว่คว้ามากมายไว้แค่นั้น

PA193769PA193768

ปัจจุบันงานของ Lisa Larson ถูกนำมาผลิตใหม่โดย Keramikstudion ซึ่งเป็นสตูดิโอลูกของ Gustavsberg ที่เปิดมาเพื่อผลิตงานออกแบบเก่าๆของบริษัท และแน่นอนว่างานของ Larson ที่ผลิตออกมาปีละห้าหมื่นชิ้น จะมีตลาดใหญ่เป็นชาวอาทิตย์อุทัย

หนังสือจบด้วยลายมือที่เขียนในภาษาแม่ของ Larson ว่า “ ฉันมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้น ผ่านประสบการณ์ในยุคห้าศูนย์ ที่เราเชื่อในโลกที่ดีขึ้น โลกที่จะไม่เกิดสงครามอีกแล้ว ความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน ความเท่าเทียมกันทั้งทางเพศและทางชนชั้น แต่ตอนนี้เรากลับถูกป้อนข่าวเรื่องสงครามและความขัดแย้ง โดยสื่ออยู่ตลอดเวลา มลพิษ ความรุนแรง ความกระหายในเงินทอง ระบาดหนักยิ่งกว่าเดิม สามีเคยพูดถึงฉันว่า “ คนมองโลกในแง่ร้ายแบบมีความสุข เจ็บปวดด้วยโรคของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น”

จบแบบนี้ ทำให้ต้องกลับไปมองที่ส่วนตัวว่าเป็นงานน่ารักขี้เล่น และมีความเป็นผู้หญิงสูงของเธอใหม่ แต่ที่แน่ๆ ความรักในครอบครัวที่สัมผัสได้จากหนังสือ ความไม่ทะเยอะทะยานและปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ชีวิตจะพาไป เป็นสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าผู้หญิงวัย 79 คนนี้ เป็นผู้่หญิงที่มีชีวิตที่น่าอิจฉามากที่สุดคนนึงในโลกเลยทีเดียว

PA193760
^ อันนี้ซื้อกลับมาฝากแม่

32

I embraced the 32nd year of my life with loads of works.

It feels good, I appreciate I have good clients and partners.
I cannot wait to see the outcomes since I just started my very own company.
The first time and I hope it’s a charm.

Actually being a bd girl helping me realize I’ve come far.
I don’t know, I don’t really care about success. It doesn’t excite me.
I’d rather focus if I am happy. And I really am happy.
My life is not perfect, but I wouldn’t wish for more.

I am proud to be me.

Happy happy Birthday to myself.

Going Nowhere…

This is a bore…Suddenly I feel I don’t belong anywhere.
Well, tomorrow will be alright…..I guess.


Not a list, just a thought.

I am thinking it would be nice to have this shirt. ..Yeah, really nice.
It’s just right, it should to be mine.

But no, I am now so broke.

: (

HENRIK_VIBSKOV_SS10_SPRING_SUMMER_2010_22_AZITA_75
^ Henrik Vibskov’s Splitfire Shirt.

รถเล็กๆกับความทรงจำน้อยๆ

เห็นรถ Nissan March ที่จะขายในเมืองไทยแล้วเกิดอาการกิเลสข้ึน

ชอบคอนเซปต์ที่เป็น ECO car เหมาะกับขับในเมืองดี
รูปทรงก็น่ารัก แม้จะเป็นที่สงสัยว่าถ้าขับจริงๆร่่างกายเราคงไม่วายจะใหญ่โตเทอะทะเกินขนาดของรถ

จริงๆรถคันแรกในชีวิตก็คือนิสสัน มาร์ช เนี่ยแหละ แต่ที่ยุโรปแล้วใช้่ชื่อรุ่นว่า Micra (คนสวีเดนออกเสียงมิคร่า แต่จริงๆคงออกเสียงไมคร่าเนอะ) เป็นรุ่นปี 89 สีขาว ซื้อมาด้วยราคาประมาณหนึ่งแสนบาท แม้จะเก่าแล้ว แต่ด้วยความที่เจ้าของเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่ดูจะรักษาและถนอมรถมาก รถเลยยังอยู่ในสภาพดี

ใช้รถได้ไปประมาณครึ่งปี ก็มีคนขโมยรถไปจากโรงจอดรถ หากันวุ่นวาย แล้วก็มีเจอรถอยู่ในสภาพที่กระจกโดนทุบ ด้านหน้าบู้บี้ ข้างในโดนกรีด ที่แค้นใจสุดคือซีดีกว่าห้าสิบแผ่นที่อยู่ในรถโดนขโมยไปไม่มีเหลือ
ตำรวจสวีเดนไม่เหมือนเมืองไทย แจ้งรถหายก็ไม่มาดู ถ่ายรูปเหรอ ไม่ต้องหรอก ไม่มีใครสน เรื่องจบตรงที่เอารถไปซ่อม ประกันจ่ายครึ่งหนึ่ง แต่คอมมูนที่เราจ่ายค่าที่จอดรถให้ไม่รับผิดชอบอะไรเลย

ได้รถกลับมา มันก็ไม่เหมือนเดิม เครื่องก็รวนๆ เปลี่ยนใหม่ก็ไม่คุ้มแล้ว ในที่สุดเลยตัดสินใจขายไปด้วยราคาหมื่นกว่าบาท เศร้าโคตร (ส่วนนึงเพราะย้ายมาอยู่ในเมืองด้วย ไม่จำเป็นต้องมีรถแล้ว)

จากวันนั้น ผ่านมาหกเจ็ดปีได้ ถึงได้ซื้อรถคันใหม่ พร้อมกับการย้ายกลับมาอยู่บ้านเก่า
จริงๆรถไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับชีวิตในเมืองไทย แต่มีก็ดี เพราะเวลาไปหาแม่กับพ่อที่ราชบุรีมันก็สะดวกดี
เวลาเดินทางไปไหนมาไหนในเมือง ทั้งเราและแฟนใช้รถน้อยมาก มีความรู้สึกว่าการหาที่จอดรถเป็นภาระ ไหนการจราจรที่รู้ๆกันว่ามันนรกขนาด ไปสังสรรค์ก็ดื่มไม่สะดวก

ไม่รู้ว่าคนอื่นเวลาซื้อรถแล้วเลือกยังไง แต่สำหรับเราเป็นผู้หญิง ก็ไม่ได้สนเรื่องเครื่องยนต์หรือความสนุกในการขับขี่มาก แต่สนดีไซน์บวกกับความดัดจริตส่วนตัวคือไม่ชอบใช้ของที่เขาเป็นเจ้าตลาด (อันนี้แก้ไม่ได้จริงๆ เป็นกับทุกอย่าง ทุกสินค้า และทุกเรื่องในชีวิต มีสถานที่บำบัดไหม)

แต่ที่นิสสันมาร์ชทำให้เรารู้สึกอยากครอบครองได้ น่าจะเป็นเพราะความรู้สึกที่เหมือนได้ย้อนกลับไปสู่เวลาที่มีค่าอีกช่วงหนึ่งของชีวิต บวกกับคำว่า ECO car ที่กระตุ้นต่อมความกระแดะและดัดจริตของเราได้ดี

แต่ใครก็ได้ช่วยที ตอนนี้มีแต่ความอยากได้ แต่ยังไม่มีเงินจ้ะ (แหง่ว)

Nissan March

Ten Years, Five Favorite MVs.

Sow into You- Roisin Murphy
Love the art direction, Murphy’s style, choreography, costumes.. and and basically, love it all :P




Knife
- Grizzly Bear
Beautifully creepy.

Heartbeats- The Knife
Fun

Small Metal Gods
- David Sylvian
Super minimalism.

What Else is There? - Röyksopp
Great atmosphere.

Ten years, Ten favorite albums

No order, just write what is in my mind. I know, always know, what I like and dislike.

So thankful for the music they made. Without them, my life would have gone more miserably.

Sound of Silver - LCD Soundsystem

It’s Never Been Like That - Phoenix

Poses - Rufus Wainwright

Extraordinary Machine - Fiona Apple

Roots & Crowns - Califone

Night Falls Over Kortedala - Jens Lekman

23 - Blonde Redhead

Lasser Matters - the Radio Dept.

You Forgot It in People - Broken Social Scene

Electronic Music From The Swedish Leftcoast - Plej

Ten Years, Same Ten Songs

(Alphabetical order)

Berlin - The Essex Green
I am haunted , can you please stop playing this.

Brother - Komeda
I cry.

Felt Tips - Love is All
Rad.

Hard Rain - Shout Out Louds
Hits me to the max.

Inside & Out - Feist
So girly, such a sucker.

Long Distance Call - Phoenix
I wish my husband had written it.

Looks Just Like the Sun - Broken Social Scene
I am melting. Ultra sensual.


Parting Gift - Fiona Apple
The song I wish I had written.

Poses - Rufus Wainwright
Just beautiful.

Whiskey - Voxtrot
Love to sing along. Chilling yet lachrymose.

10 years a resolution

Long time I wrote new year’s resolution.
But this year is sorta special, it feels good to have goals.

IMAG0164

Thailand, PLEASE!

Whimsically, I happened to hear two stories shared the same content.

Lefanzine , the site I daily visit, states that King of Convenience might be playing live in Bangkok, it’s not yet confirmed but there is a possibility if we Thai fans make our voices heard louder.

On LCD Soundsystem’s page on Facebook, he (I guess, or I hope, it’s James Murphy himself) says
“hey you: yes you. ok… here’s the deal. we are probably coming to your town or near your town next year. NO LIVE DATES are announced, but clearly they will be. if you don’t see philadelphia right now, that doesn’t mean we’re not playing philly. i mean, i’m still working on the record!”

I couldn’t resist writing my beloved Bangkok on the page. Well, he might not read it at all, and that’s fine. But if he does, there is a chance that he might keep it in mind that he has enthusiastic fans here.

All I wanted to say is, Thailand is obviously not a desirable destination for most of artists, but keep hope high and stay in touch with your favorite artist, tell them how great it would be having them here.

It’s the only way, ordinary people, like you and me, can possibly do.


Kings of Convenience - Rule My World from GroenteboerKdV on Vimeo.

รักใครชอบใคร อยากให้เขามาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเรา ส่งเสียงดังๆให้เขาเหล่านั้นได้ยินกันเถิดค่ะ
เขาและเราจะได้ส่งแรงบันดาลใจให้กันและกัน สร้างความรื่นเริงและรื่นรมย์ให้กับเมืองนี้กันบ้าง ..แม้จะเล็กน้อยก็ยังดี